คอร์สศิลปะ ภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กเล็ก อายุ 3 – 6 ขวบ

FUN PLAY CREATIVE

ในคอร์สศิลปะนี้เด็กๆจะได้ฝึกการใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ กับ การทำงานศิลปะในหลายรูปแบบ รวมถึงการเรียนรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐาน กิจกรรมศิลปะของเรามีหลายรูปแบบ อาทิเช่น วาดภาพ ระบายสี ปั้น ประดิษฐ์ ปะติด กิจกรรมกระดาษ ให้เด็กๆได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และเพิ่มพูนสมาธิ นอกเหนือจากนั้น เด็กๆจะได้ความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และ เรียนรู้คณิตศาสตร์ ผ่านการเรียนศิลปะได้อีกด้วยค่ะ

หลักสูตรที่ทางสถาบันจะสอน แบ่งออกเป็น 5 หลักสูตรด้วยกัน

  1. การวาด: ครูผู้สอนจะสอนให้เด็กๆวาดรูปได้ โดยเริ่มจากการลากเส้นก่อน สำหรับน้องๆที่เพิ่งเริ่มหัดวาดรูป จากนั้นครูผู้สอนจะเริ่มปล่อยให้เด็กๆใช้จินตนาการของตัวเองในการวาดรูป ขีด เขียน ตามสิ่งต่างๆรอบตัวที่เห็น เด็กๆจะได้รู้จักกับรูปร่าง และ รูปทรงต่างๆ เพื่อเป็นพื้นฐานในการวาดในขั้นสูงต่อไป
  2. การระบายสี: เด็กๆจะได้ฝึกใช้สีหลายชนิด ได้แก่ สีไม้ สีชอลค์ สีนั้า สีโปสเตอร์ สีเมจิก สีเทียน สีอะครีลิค พร้อมทั้งรู้วิธีการระบายสีให้เกิดความสวยงาม สีของเราทั้งหมดล้วนแต่เป็นสี Non-toxic colors ซึ่งจะไม่มีสารเคมีใดๆ ที่เป็นผลข้างเคียงหรือมีอันตรายต่อผิวหนังของเด็กเลยค่ะ
  3. งานปะติมากรรม: เด็กๆจะได้เรียนรู้การปั้น แบบง่ายๆ โดยใช้ดินนํ้ามัน [Non-toxic] ที่มีสีสัันต่างๆ เรียนรู้เทคนิค การปั้นแบบนูนตํ่า แบบนูนสูงและลอยตัว เพื่อฝึกบริหารกล้ามเนื้อมือ นอกจากนี้ เด็กๆยังได้ทำงานปะติมากรรมแขวนหรือโมบายล์ อีกด้วย
  4. กิจกรรมกระดาษ: เด็กๆจะได้ฉีก ตัด ปะ ม้วน พับขยำกระดาษต่างๆ เช่น กระดาษสี กระดาษหนังสือพิมพ์ การดาษทิชชู่ หนังสือแมกกาซีนต่างๆที่เป็นการดาษอารต์มัน กระดาษกล่อง  นำมาสร้างสรรค์ พักเป็นรูปต่างๆ พร้อมทั้งเรียนรู้ที่จะเรียกชื่อModelที่พับเป็นภาษาอังกฤษเมื่อเสร็จสิ้น
  5. การประดิษฐ์สร้างสรรค์: เด็กๆจะได้ทำงานประดิษฐ์ ที่ทำจากวัสดุต่างๆ เช่น กล่อง กระป๋องนม ลูกปัด หลอด ไม้ไอติม เศษผ้า และ อื่นๆ ทำให้เกิดประสบการณ์ทางด้านความคิด สร้างสรรค์ และ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

ประโยชน์ของการเรียนศิลปะ

  1. พัฒนากล้ามเนื้อเล็ก – ใหญ่
  2. พัฒนาประสาทสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ
  3. ส่งเสริมและพัฒนาความริเริ่มสร้างสรรค์
  4. ถ่ายทอดอารมณ์ผ่านผลงานของตน
  5. ฝึกจิตใจให้มีคุณภาพ  เช่น  ความอดทน  ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ความรับผิดชอบ
  6. ส่งเสริมให้มีอารมณ์แจ่มใส  ร่าเริง
  7. ทำให้มีความเพลิดเพลิน  ชื่นชมในความสวยงาม  สำนึกในคุณค่าของศิลปะ
  8. สร้างความเชื่อมั่นในการแสดงออกให้กับเด็ก
  9. ส่งเสริมการปรับตัวให้รู้จักการทำกิจกรรมร่วมกัน
  10. ฝึกให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
  11. ส่งเสริมการดำเนินชีวิตที่ต้องแก้ปัญหาการทำงาน  รู้จักการปรับปรุงและการเปลี่ยนแปลง
  12. พัฒนาความคิดสร้างสรรค์  และจินตนาการ
  13. ฝึกการสังเกต
  14. พัฒนาภาษา  สามารถอธิบายเกี่ยวกับผลงานของตนได้
        การวาดรูประบายสี  เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งซึ่งช่วยในการทำ งานประสานกันระหว่างมือและตา เด็กจะรู้จัก สี เส้น รูปทรง พื้นผิว ขนาดที่จะต้องพบในชีวิตประจำวันของเขา ภาพที่จะเห็นต่อไปนี้เป็นภาพ ที่วาดโดยเด็กปฐมวัยอายุ 3- 4 ขวบ เป็นภาพที่วาดตามความคิดและจินตนาการของเด็กเป็นอีก กิจกรรมหนึ่งซึ่งช่วยในการทำงานประสานกันระหว่างมือและตา เด็กจะรู้จัก สี เส้น รูปทรง พื้นผิว ขนาดที่จะต้องพบในชีวิตประจำวันของเขา
      การปั้น  การปั้นดินน้ำมันหรือ ดินเหนียว แป้งโด ฯลฯ มาปั้นเป็นรูปต่างๆตามจินตนาการของเด็กแต่ ละคนซึ่งจะแตกต่างกันไปเป็นการฝึกสมาธิ และพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆของเด็กเด็กจะได้เรียนรู้ รูปร่างต่างๆ
การพับกระดาษ  เป็นกิจกรรมในการพัฒนาจิตใจและสร้างเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ทำให้เด็กเกิดความสนใจ และรู้สึกสนุกจึงทำซ้ำแล้วซ้ำอีก และเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างความเคลื่อนไหวของมือและการเปลี่ยนแปลงของ รูปร่างจากกระดาษที่พับ
      การฉีก-ปะกระดาษ    เป็นกิจกรรม ที่ช่วยส่งเสริม การใช้ทักษะมือและนิ้วมือ ที่เราเรียกว่ากล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อส่วนนี้จะทำงานได้ดีต้องอาศัยการประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ ด้วย
การพิมพ์ การพิมพ์ภาพเป็นการสร้างภาพหรือลวดลายที่เกิดจากการนำวัสดุหลายๆประเภท เช่น ใบไม้ กิ่งไม้ ก้านกล้วย หรืออวัยวะของร่างกาย เช่น มือ เท้า มาใช้เป็นแม่พิมพ์กดทับลงบนสีแล้วนำไป พิมพ์บนกกระดาษหรือผ้าก็ได้
การเป่าสี คือการนำสีน้ำหรือสีโปสเตอร์ ผสมกับน้ำให้สีข้นพอสมควร โดยการหยดสีลงบนกระดาษ ใช้หลอดกาแฟจ่อปลายหลอดที่สี แล้วเป่าให้สีกระจาย จะได้ภาพสวยงามหลายหลากสี
     การประดิษฐ์เศษวัสดุ   เป็นการช่วยส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าการประยุกต์ให้เศษวัสดุใกล้ตัว ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เกิดความภาคภูมิใจต่อผลงานของตนเอง ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำ มีส่วนร่วมทั้งความคิด จิตใจ สมอง เกิดความประทับใจ เรียนรู้ด้วยความเข้าใจ จะทำให้เด็กค่อยๆ เกิดความคิด สร้างจินตนาการ นำไปสู่การคิดค้น การแก้ปัญหาและสร้างสรรค์งานใหม่ได้

เด็กจะได้รับประโยชน์อะไรจากศิลปะ?

  • รู้และเข้าใจเกี่ยวกับรูปร่าง รูปทรง และจำแนกทัศนธาตุของสิ่งต่างๆในธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและงานทัศนศิลป์ มีทักษะพื้นฐานการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างงานวาดภาพระบายสี โดยใช้เส้น รูปร่าง รูปทรง สี และพื้นผิว ภาพปะติด และงานปั้น งานโครงสร้างเคลื่อนไหวอย่างง่ายๆ ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกจากเรื่องราว เหตุการณ์ ชีวิตจริง สร้างงานทัศน ศิลป์ตามที่ตนชื่นชอบ สามารถแสดงเหตุผลและวิธีการในการปรับปรุงงานของตนเอง
  • รู้และเข้าใจความสำคัญของงานทัศนศิลป์ในชีวิตประจำวัน ที่มาของงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น ตลอดจนการใช้วัสดุ อุป กรณ์ และวิธีการสร้างงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น
  • รู้และเข้าใจแหล่งกำเนิดเสียง คุณสมบัติของเสียง บทบาทหน้าที่ ความหมาย ความสำคัญของบทเพลงใกล้ตัวที่ได้ยิน สามารถท่องบทกลอน ร้องเพลง เคาะจังหวะ เคลื่อนไหวร่างกายให้สอดคล้องกับบทเพลง อ่าน เขียน และใช้สัญลักษณ์แทนเสียง และเคาะจังหวะ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับดนตรี เสียงขับร้องของตนเอง มีส่วนร่วมกับกิจกรรมดนตรีในชีวิตประจำ วัน
  • รู้และเข้าใจเอกลักษณ์ของดนตรีในท้องถิ่น มีความชื่นชอบ เห็นความสำคัญและประโยชน์ของดนตรีต่อการดำเนินชีวิตของคนในท้องถิ่น
  • สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ สามารถแสดงท่าทางประกอบจังหวะเพลงตามรูปแบบนาฏศิลป์ มีมารยาทในการชมการแสดง รู้หน้าที่ของผู้แสดงและผู้ชม รู้ประโยชน์ของการแสดงนาฏศิลป์ในชีวิตประจำวัน เข้าร่วมกิจกรรมการแสดงที่เหมาะสมกับวัย
  • รู้และเข้าใจการละเล่นของเด็กไทยและนาฏศิลป์ท้องถิ่น ชื่นชอบและภาคภูมิใจในการละเล่นพื้นบ้าน สามารถเชื่อม โยงสิ่งที่พบเห็นในการละเล่นพื้นบ้านกับการดำรงชีวิตของคนไทย บอกลักษณะเด่นและเอกลักษณ์ของนาฏศิลป์ไทย ตลอด จนความสำคัญของการแสดงนาฏศิลป์ไทยได้

พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมศิลปะให้ลูกได้อย่างไร

ศิลปะสำหรับเด็ก เป็นสิ่งมหัศจรรย์ เมื่อเด็กได้ทำหรือได้ปฏิบัติ จะมีความสุข ไม่รู้จักเบื่อ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี การแสดงนาฏศิลป์ หรือการทำงานศิลปะต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม คือ การพัฒนาทั้งพฤติ กรรม จิตใจ และปัญญา ที่เกิดการพัฒนาทั้งภายในและภายนอกของเด็กไปพร้อมๆกัน และศิลปะทุกแขนงสามารถเกิดขึ้นที่บ้านได้ นั่นคือ

  • การพัฒนาภายใน หรือการพัฒนาแก่นแท้ของชีวิต ด้วยการบูรณาการพฤติกรรม จิตใจ ปัญญาลงสู่วิถีชีวิต กิจวัตรประ จำวัน และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ พ่อแม่เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นอย่างมีแบบแผน กติกา เล่นอิสระตามจินตนาการ วาดรูปหรือเคลื่อนไหวตามความคิดและจินตนาการของตัวเอง
  • การพัฒนาภายนอก หรือการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของลูก ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งในส่วนของเนื้อหาสาระวิชาการ ทักษะการทำงาน และการดูแลตนเอง รวมถึงความสามารถที่จะระบุคุณค่าแท้ของสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของลูกตามความเหมาะสม ผ่านกิจกรรมในวิถีชีวิต เช่น การทำความสะอาดร่างกาย การรับประทานอาหาร การฟังนิทาน การเล่นบทบาทสมมติ การทำงานประดิษฐ์ เป็นต้น

images (3)

 

 

images (2)